“ท้องแฝด” ไม่ได้แค่ความน่ารักที่เพิ่มขึ้น…แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน

หลายคนอาจคิดว่า การตั้งครรภ์แฝด = แค่มีลูกสองคนในครั้งเดียวแต่ในทางการแพทย์ “ครรภ์แฝด” ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม high-risk pregnancy ไม่ว่าจะเป็น• แฝดแท้ (Monozygotic twins) หรือ • แฝดเทียม (Dizygotic twins) ล้วนถูกจัดอยู่ในกลุ่ม High-risk pregnancy (ครรภ์ความเสี่ยงสูง) เนื่องจากมีโอกาสเกิด adverse pregnancy outcomes สูงกว่าครรภ์เดี่ยว เช่น• คลอดก่อนกำหนด• ทารกน้ำหนักน้อย• ภาวะแทรกซ้อนจากรก• และความผิดปกติของโครโมโซม สิ่งสำคัญที่คุณแม่แฝดควรรู้ ความผิดปกติของโครโมโซม เช่นDown syndrome (Trisomy 21), Trisomy 18, Trisomy 13ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอัลตราซาวด์เพียงอย่างเดียว และในครรภ์แฝด อาจเกิดกับ “ทารกเพียงคนเดียว” หรือ “ทั้งสองคน” ก็ได้ จึงทำให้การคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่แฝด ปัจจุบันมีการตรวจที่เรียกว่าNIPT (Non-invasive Prenatal Testing) Vangenes NIPT […]
ลูก 2 คน = ความเสี่ยง x2 จริงไหม?

ลูก 2 คน = ความเสี่ยง x2 จริงไหม? คำตอบคือ… “ไม่เสมอไป” แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เพราะ DNA ของทารกทั้ง 2 คน ปะปนอยู่ในเลือดแม่ ทำให้การคัดกรองแบบทั่วไปอาจตีความได้ยาก งานวิจัยพบว่า NIPT สามารถคัดกรอง Trisomy 21 ในครรภ์แฝดได้ด้วยความแม่นยำสูง และมีประสิทธิภาพใกล้เคียงครรภ์เดี่ยว และยังมีข้อมูลว่า NIPT ให้ผลดีกว่าวิธีคัดกรองแบบเดิมในครรภ์แฝด อย่างไรก็ตาม ครรภ์แฝดมีความซับซ้อนสูง และ NIPT เป็น “การคัดกรอง” ไม่ใช่การวินิจฉัย จึงอาจมี false positive หรือความคลาดเคลื่อนได้ในบางกรณี นั่นคือเหตุผลว่า “การเลือก NIPT ที่ออกแบบมาสำหรับ twin โดยเฉพาะ” สำคัญมาก Vangene NIPT สำหรับครรภ์แฝด เพราะ “2 ชีวิต” ต้องการความมั่นใจที่มากกว่า อ้างอิง Peter Benn […]
“ดาวน์ซินโดรม” ไม่ได้เกิดเฉพาะกับแม่อายุมาก!

หลายคนเข้าใจผิดว่าการมีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมจะเกิดแค่กับคุณแม่วัย 35+ แต่ความจริงคือ…หญิงตั้งครรภ์ทุกคนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม เพราะสาเหตุเกิดจาก “ความผิดปกติของโครโมโซม” ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการกินอาหาร หรือดูแลสุขภาพ ดาวน์ซินโดรมคืออะไร ?ภาวะที่ทารกมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (รวมเป็น 47 แท่ง) 🧬 จะส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา และการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของพ่อแม่ แต่เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นเอง ความเสี่ยงเพิ่มตามอายุแม่แม้ทุกคนจะมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงของการมีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมจะเพิ่มขึ้นตามอายุของแม่อย่างชัดเจน เช่น หญิงที่ตั้งครรภ์ในช่วงอายุ 20–30 ปี มีโอกาสน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหญิงที่ตั้งครรภ์ในวัย 35 ปีขึ้นไป ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นมากในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ควรรู้นอกจากอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงในการมีลูกเป็นดาวน์ซินโดรม เช่น• เคยมีลูกที่เป็นดาวน์ซินโดรมมาก่อน• มีประวัติคนในครอบครัวเป็นดาวน์ซินโดรม• เป็นพาหะของความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด (เช่น translocation)• อายุของพ่อที่มากขึ้น แม้จะมีผลน้อยกว่าฝ่ายแม่แต่ก็อาจมีส่วน• การตั้งครรภ์จากการรักษาภาวะมีบุตรยากในบางกรณี แม้ป้องกันไม่ได้ 100% แต่สามารถ “ตรวจคัดกรอง” ได้ ในปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการตั้งครรภ์ เช่น […]
Maximize Your Cell Counting Efficiency – NC-202™

🔬Maximize Your Cell Counting Efficiency – NC-202™ เชิญร่วม Product Showcase & Technical Workshop เพื่อเรียนรู้เทคนิคการใช้งานจริง ที่จะช่วยให้การนับเซลล์ของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด — และทดลองใช้จริงกับตัวอย่างของคุณเอง❗️📍 จำกัดเพียง 40 ที่นั่ง สำหรับบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะสหเวชศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย🖥 สำหรับผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าฟัง ออนไลน์ ฟรี❗️🗓 วันที่: 31 กรกฎาคม 2568⏰ เวลา: 09.00 – 12.00 น.📌 สถานที่: ห้อง 1012 ชั้น 10 อาคารอปร. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ🛑 ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 25 กรกฎาคม 2568 (ที่นั่ง On site […]
ฝากท้องครั้งแรก…คุณแม่ต้องเตรียมตัวตรวจอะไรบ้าง?

สำหรับว่าที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ อย่ามัวดีใจจนลืมไปว่าต้องไปฝากครรภ์นะคะ โดยเฉพาะว่าที่คุณแม่ป้ายแดงที่เป็นท้องแรก ยังไม่มีประสบการณ์ คงมีคำถามมากมายว่าจะต้องเตรียมตัวไปฝากครรภ์อย่างไร ต้องนำเอกสารอะไรไปบ้าง แล้วการฝากครรภ์ครั้งแรกต้องตรวจอะไร เพื่อตอบทุกข้อสงสัยเหล่านี้เรามีข้อมูลดีๆ มาฝาก ฝากครรภ์สำคัญอย่างไร? การฝากครรภ์เป็นการดูแลสุขภาพครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงก่อนคลอด โดยว่าที่คุณแม่มือใหม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ควรพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ และเข้ารับการตรวจครรภ์ตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ การฝากครรภ์ถือว่าสำคัญมากเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ไม่จำกัดแค่ว่าท้องแรก แต่ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ 2 หรือ 3 ก็ควรต้องฝากครรภ์ทั้งสิ้น เพราะแพทย์จะช่วยดูแลให้สุขภาพของผู้ตั้งครรภ์และทารกแข็งแรงปลอดภัย พร้อมทั้งให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพครรภ์อย่างถูกต้อง การปฏิบัติตัวต่างๆ ในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งนี้การฝากครรภ์จะช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์ และสามารถรักษาได้ทันเวลา เช่น โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรคลมชัก ครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น ประโยชน์ของการฝากครรภ์ การเตรียมตัวไปฝากครรภ์ ในเรื่องของการฝากครรภ์สำหรับคุณแม่ป้ายแดง คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาเลย คือ ควรไปฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกสถานที่นั้นไม่ได้กำหนดเอาไว้ตายตัว แต่สามารถพิจารณาตามความเหมาะสม และความสะดวก ได้ดังนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรก ฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอตรวจอะไรบ้าง ? เมื่อเราไปฝากครรภ์ครั้งแรก จะมีการตรวจร่างกาย สุขภาพครรภ์ ดังนี้ เมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อยคุณแม่ตั้งครรภ์จะรับวิตามินหรือยาบำรุงร่างกายคุณแม่ พร้อมกลับมาฝากครรภ์ตามนัด โดยแพทย์จะนัดให้มาตรวจครรภ์โดยแบ่งเป็น 3 ไตรมาส โดยจะมีการตรวจที่แตกต่างกันออกไป […]
Microdeletions มีความสำคัญต่อคุณแม่อย่างไร?

การตรวจ NIPT(Non-Invasive Prenatal Testing) ความผิดปกติในกลุ่มอาการ “Microdeletion” ที่มีสาเหตุจากการที่ชิ้นส่วนขนาดเล็กบนโครโมโซมที่ขาดหายไป ซึ่งความผิดปกติชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกช่วงกลุ่มอายุในโอกาสเท่าๆ กัน ซึ่งต่างจากกลุ่มอาการดาวน์ที่พบเจอได้บ่อยกว่าในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก Microdeletion ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะทางพันธุกรรมที่สำคัญต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ และโอกาสพบเจอความผิดปกติของลูกน้อยอยู่ที่ 1 ใน 1,000 ของทารกแรกเกิด ทำไมการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการไมโครดีลิทชั่นในหญิงตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้การตรวจคัดกรองกลุ่มอาการไมโครดีลิทชั่นยังสามารถทำได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งนี้คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม รายละเอียดการตรวจ https://bccmedicalgroup.com/th/vangene-non-invasive-prenatal-test-nipt/ อ้างอิงข้อมูล: American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). (2019). Committee Opinion No. 691: Carrier Screening for Genetic Conditions. Obstetrics & Gynecology, 133(3), e223–e230. doi:10.1097/aog.0000000000003113
ท้องสองทำไมใหญ่กว่าท้องแรก? น้ำหนักพุ่งเร็ว แม่ต้องรู้ !

น้ำหนักและขนาดครรภ์ของคุณแม่ท้องสองคุณแม่ท้องสองหลายท่านอาจจะรู้สึกว่าท้องนี้แตกต่างกับท้องแรกหลายอย่างเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนท้องแรกเยอะมาก อีกทั้งท้องก็ใหญ่โตเหลือเกิน ว่าแต่ทำไมท้องสองครั้งนี้มันช่างแตกต่างกันมากขนาดนี้นะ สาเหตุที่ทำให้น้ำหนักและขนาดครรภ์ของคุณแม่ท้องสองมักจะใหญ่กว่าท้องแรก อาจเป็นเพราะสาเหตุดังนี้ นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาอื่นๆที่แม่ท้องต้องเจอเมื่อตำแหน่งของลูกในท้องสองอยู่ต่ำกว่าในท้องแรก เช่น ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าท้องแรก มีแรงกดทับบริเวณอุ้งเชิงกราน และกระเพาะปัสสาวะมากกว่าตอนท้องแรก จึงอาจทำให้แม่ท้องมีอาการเจ็บอุ้งเชิงกรานได้ และอาจทำให้แม่ท้องมีอาการปวดหลังมากกว่าท้องแรก สำหรับคุณแม่บางคนก็อาจทำให้เกิดการปวดหลังถาวรเลยก็มี “ท้องสอง” ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆที่จะช่วยดูแลให้คุณแม่ท้องสองมีสุขภาพที่ดีทำได้ดังนี้🔸ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง และควรกินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน🔸หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หากแม่ท้องต้องหยิบของที่อยู่บนพื้น อย่าก้มลงไปหยิบ ให้ค่อยๆย่อเข่าลงแล้วค่อยหยิบของขึ้นมา🔸นอนตะแคงซ้ายและหาหมอนข้างมาวางรองระหว่างขาการที่น้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ลูกคนที่สองจะขึ้นอย่างรวดเร็วและท้องใหญ่กว่าท้องแรกนั้นเป็นเรื่องปกติ คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป แต่ถ้าแม่ท้องมีอาการการผิดปกติอื่นๆก็ควรรีบไปหาคุณหมอเพื่อตรวจรักษาจะดีที่สุด
Paternity Test : ตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก ระหว่างตั้งครรภ์

การตรวจความสัมพันธ์พ่อลูกในขณะอยู่ในครรภ์เป็นกระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อยืนยันความเป็นพ่อของทารกที่ยังไม่ได้เกิด การตรวจนี้สามารถช่วยลดความกังวลและความไม่แน่นอนของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับพ่อของทารก การตรวจนี้มีหลายวิธี เช่น การตรวจด้วยเซลล์ทารกในน้ำคร่ำ การตรวจด้วยเซลล์ทารกจากชิ้นเนื้อรก และในปัจจุบันมีการตรวจจากเลือดแม่ ซึ่งแต่ละวิธีมีความปลอดภัยและความแม่นยำแตกต่างกันไป • การตรวจด้วยเซลล์ทารกในน้ำคร่ำ (Amniocentesis) เป็นการเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำจากมดลูกของแม่เพื่อทำการวิเคราะห์ DNA ของทารก กระบวนการนี้ทำในช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรประมาณ 0.1% ถึง 0.3% มีความแม่นยำสูงกว่า 99% • การตรวจด้วยเซลล์ทารกจากชิ้นเนื้อรก (Chorionic Villus Sampling – CVS) เป็นการเก็บชิ้นเนื้อรกเพื่อวิเคราะห์ DNA ของทารก กระบวนการนี้ทำในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรประมาณ 0.5% ถึง 1% มีความแม่นยำสูงกว่า 99% • การตรวจด้วยเลือดแม่ (Non-Invasive Prenatal Paternity Test – NIPP) เป็นการเก็บตัวอย่างเลือดจากแม่และพ่อเพื่อวิเคราะห์ DNA ของทารกที่หลุดออกมาในกระแสเลือดของแม่ กระบวนการนี้สามารถทำได้ตั้งแต่สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ยังน้อย โดยเริ่มตั้งแต่ 9 สัปดาห์เป็นต้นไป วิธีนี้จะไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร […]
คุณแม่ควรรู้ ดาวน์ซินโดรมและสถิติการคลอดทั่วโลก

ดาวน์ซินโดรมเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุดจากความผิดปกติของโครโมโซม ทำให้ทารกมีพัฒนาการทางสติปัญญาล่าช้า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ทารก 1 ในทุก 700 คนทั่วโลกจะเกิดมาพร้อมกับดาวน์ซินโดรม ซึ่งหมายความว่าในทารกทุก ๆ 700 คน จะมีทารก 1 คนที่มีภาวะนี้ ความสำคัญของการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม การตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงดาวน์ซินโดรมมีหลายประเภท เช่น การอัลตราซาวด์, การตรวจซีรัมในเลือดแม่ (Serum Screening), และการตรวจ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำสูงและสามารถตรวจหาโครโมโซมผิดปกติได้อย่างครอบคลุม การตรวจ NIPT เป็นที่นิยมทั่วโลกเพราะสามารถระบุความเสี่ยงของภาวะนี้ได้ตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ สำหรับในประเทศไทย การตรวจ NIPT ได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยให้คุณแม่สามารถรู้ความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ที่อาจมีความผิดปกติของโครโมโซมได้อย่างแม่นยำ เราแนะนำให้คุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไปพิจารณาการตรวจนี้เพื่อวางแผนดูแลครรภ์อย่างเหมาะสมค่ะ การตรวจ NIPT คืออะไร? การตรวจ NIPT เป็นการคัดกรองโครโมโซมของทารกในครรภ์โดยใช้ตัวอย่างเลือดจากแม่ ซึ่งจะมี DNA จากทั้งแม่และทารกปะปนอยู่ การตรวจนี้สามารถบอกความเสี่ยงของภาวะดาวน์ซินโดรมและความผิดปกติอื่น ๆ ของโครโมโซมได้ด้วยความแม่นยำสูง เช่น: ใครบ้างที่ควรตรวจ […]
ตรวจยีนประเมินความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม วางแผนครอบครัวอย่างมั่นใจ

การตรวจคัดกรองภาวะพาหะ คือ การตรวจทางพันธุกรรมเพื่อหาว่าแต่ละคนเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดใดบ้าง โดยผู้ที่เป็นพาหะมักจะไม่มีอาการแสดงของโรคนั้น ๆ แต่ถ้าหากทั้งคู่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดเดียวกัน ย่อมมีโอกาสสูงที่ลูกจะได้รับการถ่ายทอดโรคนั้นมา การตรวจคัดกรองภาวะพาหะก่อนตั้งครรภ์เป็นการกระทำที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนจะมีบุตร เพราะจะช่วยให้คู่รักทราบถึงความเสี่ยงของการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมไปยังลูกได้ และนอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม: การตรวจคัดกรองภาวะพาหะช่วยให้คู่รักทราบว่าตนเองเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมหรือไม่ เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคซีสติกไฟโบรซิส หากพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของโรคเดียวกัน ความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคนั้นจะสูงขึ้น การทราบล่วงหน้าช่วยให้คู่รักมีทางเลือกในการวางแผนการมีบุตร เตรียมพร้อมและวางแผนการมีบุตร: เมื่อคู่รักทราบถึงภาวะพาหะของตนเอง สามารถวางแผนและเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสม เช่น การเลือกใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือการพิจารณาการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ลดความกังวลและความเครียด: การตรวจคัดกรองภาวะพาหะช่วยลดความกังวลและความเครียดเกี่ยวกับความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม หากผลการตรวจไม่พบความเสี่ยง คู่รักสามารถตั้งครรภ์ได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการถ่ายทอดโรค เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จ: การรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพทางพันธุกรรมช่วยให้คู่รักสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จและมีสุขภาพที่ดี ส่งเสริมสุขภาพของครอบครัว: การตรวจคัดกรองภาวะพาหะไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมไปยังลูก แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพของครอบครัวโดยรวม การรู้จักและเข้าใจภาวะพาหะของตนเองช่วยให้คู่รักสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและบุตรได้อย่างถูกต้อง การตรวจคัดกรองภาวะพาหะก่อนตั้งครรภ์เป็นกระบวนการที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคู่รักที่ต้องการมีบุตร ซึ่งไม่ควรมองข้าม เพราะโรคภัยมากมายอาจไม่ปรากฏให้เห็น แต่กลับแฝงตัวอยู่ในยีน เพื่อรอส่งต่อไปยังลูกน้อย การตรวจยีนก่อนตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นแค่เพียงการเตรียมความพร้อมสำหรับคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น แต่รวมถึงความแข็งแรงสมบูรณ์ของลูกน้อยที่จะเกิดมาด้วย